บทเรียนการค้าโลกที่นักธุรกิจไทยรุ่นใหม่ต้องอ่านก่อนสายเกินแก้

 

เปิดเกมใหม่ "ยุโรปต้องมาก่อน" บทเรียนการค้าโลกที่นักธุรกิจไทยรุ่นใหม่ต้องอ่านก่อนสายเกินแก้




ในยุคที่คำว่า "การค้าเสรี" กำลังกลายเป็นเพียงตำนานในหนังสือเรียน โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่นักวิเคราะห์หลายคนเรียกว่า "ยุคแห่งการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางเศรษฐกิจ" ที่ซึ่งกำแพงภาษีถูกยกขึ้นสูงที่สุดในรอบกว่าศตวรรษ และคำว่า "ผลประโยชน์ของชาติ" กลายเป็นคำพูดติดปากของผู้นำทั่วโลก

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางในโลกธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ทำงานในบริษัทส่งออก เจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ฝันจะพาแบรนด์ไทยไปโลด การเข้าใจกระแสการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่คือเรื่องของ "ปากท้อง" ที่ส่งผลต่อชีวิตคุณโดยตรง

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกมุมมองที่น่าสนใจจากนักวิเคราะห์ยุโรป ที่กำลังเรียกร้องให้สหภาพยุโรปต้องเปลี่ยนเกมการค้าครั้งใหญ่ และบทเรียนที่ซ่อนอยู่ในนั้น คือสิ่งที่นักธุรกิจไทยทุกคนควรขีดเส้นใต้ไว้

เมื่อโลกเปลี่ยนกติกา การค้าไม่ใช่แค่เรื่องของพ่อค้าอีกต่อไป


ลองนึกภาพแบบนี้ดู สมัยก่อน เวลาคุณจะส่งของไปขายต่างประเทศ คุณก็แค่ดูว่าสินค้าผ่านมาตรฐาน จ่ายภาษีตามที่ตกลง แล้วก็ส่งของได้ตามปกติ มันคล้ายกับการเล่นเกมที่ทุกคนเห็นกติกาตรงกัน ใครฝีมือดีก็ชนะไป

แต่ในยุคปัจจุบัน เกมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความมั่นคงของชาติ ผลประโยชน์ด้านการป้องกันประเทศ และเรื่องเศรษฐกิจการค้า ได้ถูกผูกโยงเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก สหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ได้พลิกโฉมหน้านโยบายการค้าครั้งใหญ่ ทำให้อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ยทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งศตวรรษ

นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขในข่าวเศรษฐกิจ แต่มันหมายความว่า สินค้าจากประเทศหนึ่งที่เคยขายในอีกประเทศหนึ่งได้สบายๆ วันนี้อาจต้องบวกราคาเพิ่มอีก 20-30% หรือบางทีอาจจะส่งไปขายไม่ได้เลย กรณีของเวเนซุเอลาและกรีนแลนด์ที่นโยบายต่างประเทศถูกหลอมรวมกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คือภาพสะท้อนชัดเจนว่า โลกเข้าสู่ยุคที่ "การค้า" กลายเป็น "อาวุธ" รูปแบบหนึ่ง

ท่ามกลางบรรยากาศของการตั้งกำแพงภาษีและการประลองกำลังระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนี้ สหภาพยุโรปกลับพบว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่เปราะบาง เหมือนคนที่เคยเล่นกีฬาตามกฎ แต่จู่ๆ ก็มาเจอคู่ต่อสู้ที่พร้อมจะใช้ทุกวิธี

ยุโรปกับโจทย์ใหญ่ "เล่นตามกฎ" ในโลกที่ไม่มีใครสนกฎ


สหภาพยุโรปคือสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่บนรากฐานของ "กฎเกณฑ์" นี่เป็นวิธีเดียวที่ประชาคมของรัฐสมาชิก 27 ประเทศจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปอย่าง "ตลาดเดี่ยว" ก็ดำเนินงานบนพื้นฐานของกติกาที่ใช้ร่วมกัน เช่นเดียวกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศของยุโรป ที่หยั่งรากลึกในการสนับสนุนระบบการค้าโลกที่ยึดตามกฎ ผ่านความผูกพันต่อองค์การการค้าโลก

ความเจริญรุ่งเรืองและเศรษฐกิจของยุโรปขึ้นอยู่กับการค้าระหว่างประเทศ รายงานความสามารถในการแข่งขันของ มาริโอ ดรากี อดีตประธานธนาคารกลางยุโรป ได้เน้นย้ำถึงแนวคิด "ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน" และ "การพึ่งพาตนเองเชิงยุทธศาสตร์แบบเปิด" ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้ต้องการอุตสาหกรรมในประเทศที่แข็งแกร่งและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ตลาดเดี่ยวที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ สิ่งหนึ่งจะดำรงอยู่ไม่ได้หากปราศจากอีกสิ่งหนึ่ง

แต่ปัญหาคือ ความวุ่นวายของการค้าโลกในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่เพียงอย่างเดียว ในความเป็นจริง โลกที่แตกแยกเช่นนี้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กำแพงทางการค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การจำกัดการส่งออกกลายเป็นแฟชั่นที่ทุกประเทศนิยมตั้งแต่ยุคโรคระบาดโควิด-19 และระบบการค้าโลกที่ยึดตามกฎก็ถูกทำให้เป็นอัมพาตมากขึ้นทุกที

บทเรียนสำหรับคนทำธุรกิจไทย เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การยึดมั่นในหลักการอย่างเดียวอาจไม่พอในโลกปัจจุบัน คุณต้องมีทั้ง "หลักการ" ที่ทำให้คนเชื่อใจ และ "ความยืดหยุ่น" ที่ทำให้คุณอยู่รอดเมื่อกติกาเปลี่ยน

ทางเลือกของยุโรป ระหว่าง "เลียนแบบสหรัฐฯ" หรือ "สร้างเส้นทางของตัวเอง"


โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และสหภาพยุโรปต้องกล้าแสดงออกมากขึ้นในการปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนในต่างประเทศ แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไร?

ทางเลือกแรกคือการ เลียนแบบแนวทางของสหรัฐฯ ที่ใช้การป้องกันทางการค้าแบบดุดันและการไล่ตามผลประโยชน์ของชาติอย่างก้าวร้าว แต่นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะกับยุโรป เพราะมันขัดกับตัวตนพื้นฐานของสหภาพ

ทางเลือกที่สองคือ การยึดมั่นในระบบการค้าระหว่างประเทศที่ยึดตามกฎ แต่ปรับเปลี่ยนแนวทางโดยรวม ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป

หลังจากสุนทรพจน์ของ มาร์ก คาร์นีย์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษ ที่งานสภาเศรษฐกิจโลก ณ เมืองดาวอส ก็เกิดการพูดคุยอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการรวมตัวของ "มหาอำนาจระดับกลาง" เพื่อฟื้นฟูระบบการค้าระหว่างประเทศที่ยึดตามกฎ ซึ่งในขณะนี้ มหาอำนาจระดับกลางต่างๆ กำลังพยายามขยายและกระจายความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคีของตน

สำหรับสหภาพยุโรปก็เช่นกัน คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังยุ่งกับการสรุปข้อตกลงทางการค้าทวิภาคีฉบับใหม่ ทั้งกับกลุ่มเมอร์โคซูร์ในอเมริกาใต้ อินเดีย และออสเตรเลีย แม้จะมีคนแย้งว่าบางส่วนยังขาดเนื้อหาที่จับต้องได้และความสม่ำเสมอในแนวทาง

นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับนักธุรกิจไทย ในยุคที่ความสัมพันธ์แบบพหุภาคีกำลังอ่อนแอ ความสัมพันธ์แบบทวิภาคีและการสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรเฉพาะกลุ่มกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ คุณไม่ควรพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และต้องมองหาตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพอยู่เสมอ

ตัวเลขที่บอกความจริง เมื่อ "การบังคับใช้กฎ" คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด


นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องราวทั้งหมด เพราะในขณะที่ยุโรปสร้างกฎมากมายเพื่อปกป้องการค้าของตัวเอง ตัวเลขกลับฟ้องว่า "การบังคับใช้กฎ" คือจุดที่อ่อนแอที่สุด

ในปี 2024 คณะกรรมาธิการยุโรปได้บันทึกอุปสรรคทางการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่จำนวน 410 รายการ และมีเพียง 44 รายการเท่านั้นที่ได้รับการแก้ไข นั่นคือ น้อยกว่า 10% ของทั้งหมด และที่น่าตกใจกว่านั้น ประมาณ 65% ของอุปสรรคเหล่านี้ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขมานานกว่า 5 ปี และอีก 27% ยังคาราคาซังมานานกว่าทศวรรษ

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความบกพร่องเชิงระบบในการบังคับใช้นโยบายของยุโรป และการขาดทรัพยากรอย่างชัดเจน ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัทส่งออกไวน์ในฝรั่งเศส แล้วคุณเจอกำแพงภาษีที่ไม่เป็นธรรมในประเทศหนึ่ง คุณร้องเรียนไป แล้วต้องรอ 10 ปีกว่าจะมีการดำเนินการ คุณจะรู้สึกอย่างไร?

นี่คือความจริงที่นักธุรกิจยุโรปจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ และมันคือเหตุผลว่าทำไมแนวคิด "ยุโรปต้องมาก่อน" จึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

"การเลือกปฏิบัติ" ที่ซ่อนอยู่ในระบบการค้าโลก


ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ การวิจัยพบว่า ภาคอุตสาหกรรมที่รวมตัวกันแน่นและมีแนวทางเชิงกลยุทธ์ มักจะประสบความสำเร็จมากกว่าในการได้รับการสนับสนุนด้านการบังคับใช้จากสหภาพยุโรป ในขณะที่อุตสาหกรรมที่กระจัดกระจายมักขาดการสนับสนุนจากสถาบันที่จะช่วยกระตุ้นการดำเนินการ

พูดง่ายๆ คือ ใครเสียงดังกว่า ใครรวมพลังได้แน่นกว่า คนนั้นได้รับการดูแลก่อน ส่วนเรื่องที่อ่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ การขาดฉันทามติมักนำไปสู่การไม่ทำอะไรเลย

ผลลัพธ์คือ ระบบการบังคับใช้แบบ "สองมาตรฐาน" ที่บางอุตสาหกรรมได้รับความสนใจมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ การปฏิบัติแบบไม่สม่ำเสมอเช่นนี้บั่นทอนความน่าเชื่อถือของสหภาพยุโรปในฐานะผู้ปกป้องระเบียบโลกที่ยึดตามกฎขององค์การการค้าโลก และทำให้ภาคส่งออกทั้งหลายไม่มีช่องทางในการเรียกร้องอย่างจริงจัง

ผู้ส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคที่หมุนเวียนเร็ว ซึ่งเป็นภาคที่กระจัดกระจายแต่มุ่งเน้นการส่งออก มักเผชิญกับข้อกำหนดที่เลือกปฏิบัติของต่างประเทศ ที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญน้อยมากในการต่อสู้

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ผู้ผลิตสุราโดยเฉพาะเหล้ากลั่น ยังคงเผชิญกับระบบภาษีสรรพสามิตที่เลือกปฏิบัติในมาเลเซีย เปรู และตุรกี โดยแทบไม่มีการติดตามผล สินค้าที่เกี่ยวข้องกับยาสูบของยุโรปก็ยังเจอข้อจำกัดในเม็กซิโก บราซิล อาร์เจนตินา และเวียดนาม ส่วนเครื่องดื่มชูกำลังที่ยุโรปเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ก็กำลังดิ้นรนกับการเข้าถึงตลาดในหลายประเทศทั่วโลก

บทเรียนสำหรับนักธุรกิจไทย ถ้าคุณคิดจะเข้าไปในตลาดต่างประเทศ ต้องเตรียมใจไว้ว่าจะเจอ "กติกาที่มองไม่เห็น" เสมอ การเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น การมีพันธมิตรที่ดีในประเทศนั้นๆ และการรวมตัวกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อสร้างพลังต่อรอง คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

"ยุโรปต้องมาก่อน" บทเรียนของการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง


ในโลกธุรกิจที่กำลังถูกแบ่งเป็นค่ายต่างๆ การมีจุดยืนที่ชัดเจนคือสิ่งสำคัญ สหภาพยุโรปจำเป็นต้องกล้าแสดงออกมากขึ้นในการปกป้องและส่งเสริมมาตรฐานของตน

ความเห็นจากองค์กรความปลอดภัยอาหารแห่งยุโรป ควรเป็นรากฐานที่ชัดเจนของนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป สหภาพต้องเดินหน้าสู่วาระการบังคับใช้การค้าที่เชิงรุกและกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยให้การปกป้องผลประโยชน์ของยุโรปในต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญเชิงกลยุทธ์

คณะกรรมาธิการต้องคิดทบทวนแนวทางการบังคับใช้การค้าใหม่ ซึ่งต้องการการประเมินอย่างซื่อตรงถึงความบกพร่องในการดำเนินงานและการบริหารทรัพยากร การบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่เรื่องของความเป็นธรรมในการค้าเท่านั้น แต่มันคือเสาหลักของความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมของยุโรป

นี่คือหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด การที่ยุโรปกำลังตระหนักว่า การมี "กฎ" อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี "กล้ามเนื้อ" ในการบังคับใช้กฎด้วย

บทสรุป สิ่งที่นักธุรกิจไทยต้องเรียนรู้จากเกมการค้าโลก


จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ มีบทเรียนสำคัญที่นักธุรกิจไทยรุ่นใหม่ควรนำไปปรับใช้ทันที:

ประการแรก อย่าพึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไป การกระจายความเสี่ยงในการส่งออกและการนำเข้าคือเรื่องสำคัญในยุคที่นโยบายการค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ประการที่สอง การรวมตัวกันคือพลัง ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันควรจับมือกัน เพื่อสร้างเสียงที่ดังพอจะให้ภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศได้ยิน

ประการที่สาม เข้าใจกติกาที่มองไม่เห็น นอกจากกฎที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังมี "การเมืองในการค้า" ที่คุณต้องเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้มีอำนาจ

ประการที่สี่ สร้างแบรนด์ที่ยึดมั่นในมาตรฐาน ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจนและคุณภาพที่เชื่อถือได้จะอยู่รอดได้

ประการที่ห้า เตรียมพร้อมสำหรับโลกที่ "ความมั่นคง" และ "เศรษฐกิจ" รวมเป็นเรื่องเดียวกัน การวิเคราะห์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้นอีกต่อไป แม้แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็ต้องตื่นตัว

โลกการค้ากำลังเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คนที่ปรับตัวได้เร็วและเข้าใจเกมใหม่นี้ คือคนที่จะเป็นผู้ชนะในทศวรรษหน้า ส่วนคนที่ยังยึดติดกับวิธีคิดแบบเดิม อาจพบว่าตัวเองตกขบวนรถไฟแห่งโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

คำถามสำคัญที่อยากฝากไว้คือ ในวันที่โลกการค้ากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ธุรกิจของคุณพร้อมแค่ไหนสำหรับการเล่นในเกมใหม่? และคุณมีกลยุทธ์อะไรในการกระจายความเสี่ยงและสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *